ทำงานของระบบแอบซอร์ปชันในแอร์บ้าน

เมษายน 20, 2013

            ระบบแอบซอร์ปชันในแอร์บ้านที่มีวงจรการทำงานต่อเนื่อง  (continuous cycle absorption system)  นี้ โดยปรติทั่วไปแล้วจะใช้แก๊สหรือไฟฟ้าเป็นแหล่งต้นกำลัง  หลักการทำงานของระบบนี้  เป็นไปตามกฎของดาลตัน (Dalton’s law)

ภายในเจเนอเรเตอร์จะบรรจุน้ำและแอมโมเนีย  เมื่อจุดไฟที่หัวแก๊ส  ความร้อนจะทำให้แอมโมเนียไหลขึ้นไปตามท่อ  A  เข้ายังตัวแยก  (separator)  ซึ่งจะทำหน้าที่แยกเอาน้ำบางส่วนที่ติดขึ้นมาด้วย  ออกจากแก๊สแอมโมเนีย  ให้ไหลกลับทางท่อ  B  เข้ายังตัวดูดซับ  (absorber)  แก๊สแอมโมเนียจะถูกไหลขึ้นทางท่อ  C  ไปยังคอนเดนเซอร์แอร์บ้าน  และถูกกลั่นตัวให้เป็นแอมโมเนียเหลวโดยการระบายความร้อนออกน้ำยาแอมโมเนียเหลวจะไหลต่อเข้ายังอีวาพอเรเตอร์

ภายในอีวาพอเรเตอร์  ท่อ  D  และส่วนบนของตัวดูดซับจะบรรจุแก๊สไฮโดรเจนไว้ด้วย  ความดันภายในระบบจะมีค่าประมาณ  1.4  กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร  จากกฎของดาลตันกล่าวว่า  ถ้ามีแก๊สตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปผสมกัน  แก๊สแต่ละชนิดจะสร้างค่าความดันแก๊สของตัวเอง  ดังนั้นในระบบนี้แก๊สแอมโมเนียที่อยู่ในบริเวณซึ่งมีไฮโดรเจนผสมอยู่ด้วยจะเดือดเปลี่ยนสถานะ  และพยายามสร้างค่าความดันแก๊สแอมโมเนียให้มีค่า  1.4  กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร  แต่เนื่องจากบริเวณเหล่านี้มีแก๊สไฮโดรเจนผสมอยู่มาก  ทำให้จุดเดือดของแอมโมเนียอยู่ในช่วงความดันต่ำและดูดซับความร้อนจากบริเวณโดยรอบอีวาพอเรเตอร์  แก๊สแอมโมเนียและไฮโดรเจนจากอีวาพอเรเตอร์จะมีอุณหภูมิต่ำ  และแก๊สทั้งสองนี้จะถูกกดให้ไหลลงทางท่อ  D  กลับเข้ายังตัวดูดซับ  ภายในตัวดูดซับยังคงเย็นอยู่จึงคุณสมบัติในการดูดแก๊สแอมโมเนียได้ดี และน้ำผสมแอมโมเนียก็จะไหลกลับเข้าสู่เจเนอเรเตอร์  ส่วนแก๊สไฮโดรเจนที่ไหลกลับเข้ายังตัวดูดซับด้วยนั้น  ไม่ได้ถูกน้ำดูดซับเข้าไว้ด้วยก็จะแยกตัวไหลกลับไปยังอีวาพอเรเตอร์  ผ่านท่อแลกเปลี่ยนความร้อน  (heat exchange)  เพื่อไปรวมกับแอมโมเนียเหลวที่มาจากคอนเดนเซอร์ภายในอีวาพอเรเตอร์อีกครั้งหนึ่ง  การทำงานของวงจรในระบบนี้จะต่อเนื่องกันไปโดยตลอด

อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิที่เรียกว่าเทอร์โมสตัตจะคอยควบคุมอุณหภูมิภายในตู้แอร์บ้านบริเวณรอบ ๆ อีวาพอเรเตอร์ให้มีอุณหภูมิตามที่ต้องการโดยการควบคุมเปลวไฟอีกทีหนึ่ง  กล่าวคือ  เมื่อระบบการทำงานและอุณหภูมิทางอีวาพอเรเตอร์ลดลงต่ำถึงเกณฑ์  เทอร์โมสตัตก็จะหรี่แก๊สดับไฟหยุดการแยกน้ำยาแอมโมเนียเพื่อไปทำความเย็น  ซึ่งเท่ากับเป็นการหยุดระบบแอร์บ้าน  และเมื่ออุณหภูมิรอบอีวาพอเรเตอร์สูงขึ้นเทอร์โมสตัตจะเร่งแก๊สติดไฟเพื่อเริ่มการทำงานของระบบต่อไป

จะเห็นได้ว่าระบบทำความเย็นแบบนี้ไม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวใด ๆ ระบบนี้เคยใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับแอร์บ้านที่ใช้ตามบ้าน  ต่อมาถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องปรับอากาศทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ๆ

 

สัณฐานของแอร์ที่ใช้ในกระบวนการติดแอร์ในท้องตลาดปัจจุบันนี้

เมษายน 3, 2012

เครื่องปรับอากาศสัดส่วนปานกลางหรือว่าขนาดใหญ่ จะผลิตโดยที่แบ่งแยกระบบออกเป็นหลากหลายกลุ่ม

1)         แอร์บ้าน (Air Condition)

วิธีการทั้งมวลของการปรับอากาศในแอร์ยังงี้จะประกอบเข้าไปด้วยกันเป็นหน่วยเดียวหรือว่าสองหน่วยโดยรวมเครื่องทำความเย็นด้วย (refrigerating machine) เครื่องอัดรูปร่างลูกสูบ (reciprocating compressor) ที่ขับเคลื่อนโดยมอเตอร์เป็นแบบอย่างที่นิยมใช้กันสะพัด แต่รูปแบบซึม (absorption type) ก็มีใช้อยู่เช่นกัน เครื่องทำความเย็นทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบอัดหรือว่าแบบดูดซึม จำเป็นต้องมีการระบายลมร้อนโดยวิธีใดแนวหนึ่งซึ่งแบ่งเป็นการถ่ายลมร้อนแบบใช้อากาศพร้อมกับการระบายความร้อนประเภทใช้น้ำ

แบบระบายความร้อนโดยใช้น้ำเป็นประเภทที่พอดีสำหรับใช้กับเครื่องอัดที่มีความจุใหญ่กว่าชนิดระบายความร้อนโดยใช้อากาศและยังเป็นรูปแบบที่ต้องการน้ำอย่างพอเพียงจากน้ำผิวดินหรือน้ำในสายน้ำหรือน้ำจากหอทำน้ำเย็น (cooling tower)

แอร์คอนดิชันสัดส่วนเล็ก ๆ มักจะเรียกว่า “แอร์คอนดิชันสำหรับห้อง” (room air conditioner) และเครื่องขนาดปานกลางหรือใหญ่โตกว่าที่มีการต่อท่อลมเพื่อต้องแจกลมเย็นไปยังที่ที่ไกลออกไป มักจะเรียกกันว่า “แอร์คอนดิชันแบบชุด” (package air conditioner)

2)         เสนอจำพวกต่างๆของแอร์บ้านเพื่อห้อง เกี่ยวกับชื่อที่ใช้ขนานนามนั้น ผู้ประกอบการแต่ละบริษัทอาจจะใช้ชื่อหลายชนิดกันตามความง่ายดายของตัว จึงจำต้องสอบดูรายละเอียดปลีกย่อยของเครื่องปรับอากาศเพื่อความมั่นใจ  จำนวนมากแอร์คอนดิชันสำหรับห้องจะมีกลักเหล็กที่ประดับเป็นระเบียบครอบ พร้อมที่จะติดตั้งได้โดยทันที แต่แบบติดตั้งซ่อม จะไม่มีกล่องหุ้มห่อ ในการติดตั้งแอร์แบบ จึงต้องมีการปิดพร้อมกับประดับให้เข้ารูปกับห้อง

3)         เตื่องขอท่อกับพัดลม แบะเครื่องปรับและเป่าลม  เครื่องเหล่านี้เป็นเครื่องที่กอบด้วยขอท่อทำความเย็นเปิดพัดลม

ธรรมดาแล้ว เฉพาะเครื่งปรับพร้อมทั้งเป่าลมเท่านั้นที่จะมีขดท่อให้ความร้อนซ่ำ พร้อมทั้งเครื่องเพิ่มความชี้น เครื่องขอท่อและพัดลมจะไม่มีที่ให้จัดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวทั้ง 2 ด้วย เครื่องเหล่านี้ใช้น้ำเน็นหรือว่าสารทำความเย็นสำหรับการทำความเย็น เครื่องทำน้ำเย็น เป็นเครื่งทำน้ำให้เย็นพร้อมด้วยเครื่งอัดและควบแน่น เป็นเครื่องทำให้สารทำความเย็น

ในเครื่องขดท่อพร้อมทั้งขัดลม ขดท่อให้ความร้อนช่ำเป็นแบบที่ใช้กระแสไฟ ปริมาตรที่ใช้แอร์เป่าลมจะใช้น้ำร้อนหรือว่าไอน้ำที่เกิดจากหม้อน้ำ

 

การต่อท่อเครื่องปรับอากาศ

กุมภาพันธ์ 26, 2011

การต่อท่อน้ำยาด้วยวิธีขันเกลียว

1. ต่อท่อทองแดงให้ได้ความต้องการด้วยมีดตัดท่อ แนะนำว่าควรตัดท่อน้ำยาเครื่องปรับอากาศให้ยาวกว่าที่ต้องการประมาณ30-50 ซ.ม.

2. ทำความสะอาดอะไหล่แอร์ และเสี้ยนบริเวณท่อโดยใช้รีมเมอร์ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้ท่อน้ำยาแอร์แฟล์ที่ดีในการรีมเมอร์แอร์ ควรจับปากท่อให้คว่ำลงทั้งนี้ให้แน่ใจว่าไม่มีเศษทองแดงค้างอยู่ในท่อ

3. นำแฟล์นัทมาใส่เข้ากับท่อทองแดงแอร์โรงงาน

ขายส่งแอร์ จัดส่งทั่วประเทศครับ

มกราคม 28, 2011
แอร์ราคาส่ง ถูกที่สุด ไม่เชื่อเช็คราคาดูได้ครับ เราขายส่งแอร์ถูกที่สุด ไม่ยอมให้ใครมาขายส่งถูกกว่า ขายส่งทั่วประเทศ แอร์ขายส่ง ใหม่เกาะกล่อง ประกันศูนย์ทุกเครื่อง แอร์ถูกราคาส่งเหมาะสำหรับร้านแอร์ทั่วประเทศครับ

แอร์บ้านครับ

ตุลาคม 26, 2010

รับติดตั้งเครื่องปรับอากาศ แอร์บ้าน ตรวจสอบราคาแอร์ได้ที่ www.แอร์บ้านถูก.com

ครบเครื่องเรื่องแอร์

กุมภาพันธ์ 20, 2010
   ความรู้เบื้องต้นของการปรับอากาศ
 
   แอร์ทำงานอย่างไร
 
   ประเภทของแอร์
 
   การคำนวณขนาดทำความเย็น
 
   พิจารณาก่อนซื้อแอร์
 
   ประเภทของศูนย์จำหน่ายแอร์
 
   เลือกตำแหน่งติดตั้งแอร์ที่เหมาะสม
 
   การใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี
 
   ใช้แอร์อย่างไรให้ประหยัด
 
   การบำรุงรักษาแอร์บ้าน
 
   สาเหตุความผิดปกติและการแก้ไข
 
   คำถามเรื่องแอร์ที่มักพบบ่อย

ใช้แอร์อย่างไรให้ประหยัด

กุมภาพันธ์ 13, 2010

ใช้แอร์อย่างไรให้ประหยัด

นอกจากการใช้งานแอร์บ้านที่ถูกวิธีแล้ว ทางยังมีเคล็ดลับในการใช้เครื่องปรับอากาศ

ให้ประหยัดและคุ้มค่าอีกหลายวิธีดัง นี้

- ทำความสะอาดแอร์อยู่เป็นประจำเพื่อให้การระบายความร้อนทำได้สะดวก

- เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่ทดแทนเครื่องเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือใช้งานมานาน

- ลดความร้อนจากภายนอกที่ผ่านเข้ามายังบริเวณที่ปรับอากาศ โดยผ่านทางผนัง หน้าต่าง

หลังคา และพื้น  โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การลดความร้อนผ่านผนัง

1.1 ผนังกระจกที่มีพื้นที่กระจกใส เป็นพื้นที่ที่ความร้อนสามารถผ่านเข้ามาในห้องได้มากที่สุด

ควรป้องกันความร้อนดังนี้

- ใช้แอร์บังแดดภายในอาคาร

- ใช้กันสาดในแนวตั้งและแนวนอน หรือการหลบแนวหน้าต่างเข้ามาภายใน

- สำหรับกระจกที่หันไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ควรติดกันสาดในแนวนอน

- ส่วนกระจกที่หันไปทางทิศเหนือและทิศใต้ ควรใช้กันสาดในแนวตั้ง

- ปลูกต้นไม้บังแดดสำหรับกระจกทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก

- ใช้ผ้าม่านหรือมู่ลี่สีอ่อนบังแดดภายในด้านหลังกระจก โดยเลือกใช้มู่ลี่ชนิดใบอยู่แนวนอนสำหรับ

กระจกทางทิศเหนือหรือทิศใต้ ส่วนกระจกทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกควรใช้กระจกกรองแสงหรือ

สะท้อนแสง

- พยายามใช้กระจกเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของอาคาร

1.2 ผนังอาคารที่เป็นปูน

- ทาสีด้านนอกด้วยสีขาวหรือสีอ่อน หรือใช้วัสดุผิวมัน เช่น กระเบื้องเคลือบ เพื่อช่วยสะท้อนแสง

- ควรปลูกต้นไม้หรือสร้างที่บังแดด เพื่อให้ร่มเงาแก่ผนัง

- ผนังห้องห้องโดยเฉพาะด้านทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ซึ่งไม่มีเงากำบัง เป็นส่วนที่มีความ

ร้อนมาก ควรบุฉนวนกันความร้อนหรือใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น ชั้นหนังสือหรือตู้เสื้อผ้า ตั้งกั้นไม่ให้ความร้อน

แผ่เข้ามาในห้องเร็วนัก

1.3 ผนังอาคารที่เป็นไม้ หากมีช่องห่างของไม้มากควรตีผนังด้านในด้วยไม้อัด เพื่อกันการผ่านของความร้อน

จากภายนอกเข้ามาในอาคาร

2. การลดความร้อนผ่านหน้าต่าง

2.1 หน้าต่างควรมีเฉพาะทิศเหนือหรือทิศใต้ของอาคาร เพื่อลดการรับแสงแดดโดยตรง

2.2 ต้องพยายามไม่ให้มีรอยรั่วตามขอบประตู หน้าต่าง หรือบริเวณฝ้าเพดาน

2.3 หน้าต่างส่วนที่เป็นกระจก ให้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผนังกระจก

3. การลดความร้อนผ่านหลังคาและฝ้าเพดาน

3.1 หลังคาที่เป็นสังกะสีหรือกระเบื้อง ควรตีฝ้าหรือติดตั้งวัสดุสะท้อนความร้อน หรือบุฉนวนกันความร้อน

เพื่อช่วยลดความร้อนที่จะแผ่เข้ามาในอาคาร

3.2 ถ้ามีช่องว่างระหว่างหลังคากับฝ้ามาก ควรเจาะช่องลมเพื่อระบายอากาศ จะทำให้ประหยัดการปรับอากาศได้

4. การลดความร้อนผ่านพื้น หากเป็นพื้นไม้ควรอุดช่องระหว่างไม้ให้สนิท แอร์จะได้ไม่รั่วออกไป

5. การปรับปรุงห้องในส่วนอื่นๆ อาทิ จัดพื้นที่ในห้องซึ่งไม่ได้ใช้งานประจำ เช่น ตู้เสื้อผ้า ห้องแต่งตัว ห้องน้ำ

อยู่ทางทิศตะวันตก จะช่วยกันความร้อนไม่ให้เข้ามาถึงห้องที่ใช้สอยประจำ คือส่วนนอน ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้า

ในการปรับอุณหภูมิลงได้

6. การลดความร้อนจากดวงไฟและอุปกรณ์ภายใน

6.1 พยายามใช้แสงธรรมชาติช่วยส่องสว่างภายในอาคาร และควรจะปิดไฟที่ไม่จำเป็น

6.2 ภายในอาคารควรใช้สีอ่อน เพื่อช่วยในการสะท้อนแสง ทำให้ใช้ดวงไฟน้อยลง

6.3 เลือกใช้หลอดไฟที่มีประสิทธิภาพการส่องสว่างสูง เช่นหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไฟแบบมีไส้

6.4 อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนมากควรใช้นอกห้อง เช่น เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง หรือกาต้มน้ำ

6.5 ติดตั้งฝาครอบระบายอากาศสำหรับเครื่องหุงต้มทุกชนิด ถ้าจำเป็นต้องใช้ในห้องปรับอากาศ

ประเภทของแอร์

กุมภาพันธ์ 13, 2010

ประเภทของแอร์ครับ (แอร์บ้านนะครับ ไม่ใช่แอร์กี่)

ก่อนที่จะเริ่มทำความรู้จักประเภทของเครื่องปรับอากาศ ท่านควรทราบก่อนว่าเครื่องปรับอากาศ

1 ชุดนั้นประกอบด้วย อะไรบ้าง ซึ่งก็คือ

1) แฟนคอยล์ ยูนิต (Fan coil unit) หรือที่เรียกกันว่า “คอยล์เย็น” หรือ “Indoor unit” ทำหน้าที่

ดูดซับความร้อนภายในห้อง ซึ่งภายในเครื่องประกอบด้วย แผงคอยล์เย็น และชุดมอเตอร์พัดลม

2) คอนเดนซิ่ง ยูนิต (Condensing unit) หรือที่เรียกกันว่า “คอยล์ร้อน” หรือ “Outdoor unit” ทำหน้าที่

ระบายความร้อน ซึ่งภายในเครื่องประกอบด้วย คอมเพรสเซอร์ แผงคอยล์ร้อน และชุดมอเตอร์พัดลม

เครื่องปรับอากาศทั่วไปที่ใช้ตามบ้านพักอาศัยและอาคารสำนักงานขนาดเล็กซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่าย

ตามท้องตลาด

แบ่งได้เป็น 6 ประเภทใหญ่ๆดังนี้

1) แอร์แบบติดผนัง (Wall type)

2) แอร์แบบตั้ง/แขวน (Ceiling/floor type)

3) แอร์แบบตู้ตั้ง (Package type)

4) แอร์แบบฝังเพดาน (Built-in type)

5) แอร์แบบหน้าต่าง (Window type)

6) แอร์แบบเคลื่อนที่ (Movable type)

ขอนำเสนอรูปแบบ การใช้งาน ข้อดี และข้อเสีย ของเครื่องปรับอากาศแต่ละประเภทดังนี้

1) แบบติดผนัง (Wall type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่มีรูปแบบเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้อง

ที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอน ห้องรับแขกขนาดเล็ก

ข้อดี:

• รูปแบบทันสมัย และมีให้เลือกหลากหลาย

• เงียบ

• ติดตั้งง่าย

ข้อเสีย:

• ไม่เหมาะกับงานหนัก เนื่องจากคอยล์เย็นมีขนาดเล็กส่งผลให้คอยล์สกปรก   และอุดตันง่ายกว่าคอยล์ที่มี

ขนาดใหญ่กว่า

2) แบบตั้ง/แขวน (Ceiling/floor type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่ตั้งแต่เล็ก เช่น

ห้องนอน ไปจนถึงห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สำนักงาน ร้านอาหาร ห้องประชุม

ข้อดี:

• สามารถเลือกการติดตั้งได้ทั้งตั้งพื้น หรือแขวนเพดาน

• สามารถใช้งานได้หลากหลาย เข้าได้กับทุกสถานที่

• การระบายลมดี

ข้อเสีย:

• ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก
3) แบบตู้ตั้ง (Package type) เป็นเครื่องปรับอากาศ ที่มีลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูง และมีกำลังลมที่แรง

เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร

ข้อดี:

• ติดตั้งง่าย โดยสามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด

• ทำความเย็นได้เร็วเนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัดลมที่ใหญ่ ซึ่งให้กำลังลมที่แรงกว่า

ข้อเสีย:

• เสียพื้นที่ใช้สอย
4) แบบฝังเพดาน (Built-in type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน

หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นเครื่องปรับอากาศ

น้อยที่สุด

ข้อดี:

• สวยงาม โดยสามารถทำตู้ซ่อน หรือ ฝังเรียบไว้บนเพดานห้อง

ข้อเสีย:

• ติดตั้งยาก เนื่องจากต้องทำการฝังเข้าตู้ หรือเพดานห้อง

• การดูแลรักษาทำได้ไม่ค่อยสะดวก

5) แบบหน้าต่าง (Window type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่รวมทั้ง คอนเดนซิ่ง ยูนิต และ แฟนคอยล์ ยูนิต

อยู่ในเครื่องเดียว ซึ่งสามารถติดตั้งโดยการฝังที่กำแพงห้องได้เลย โดยที่ไม่ต้องเดินท่อน้ำยา ดังนั้นการติดตั้งจึงต้องติดตั้งบริเวณช่องหน้าต่างหรือเจาะช่องที่ผนังแข็ง แรง

ข้อดี:

•ประหยัดพื้นที่เนื่องจากไม่ต้องใช้พื้นที่ติดตั้งคอนเดนซิ่ง ยูนิต

• ติดตั้งง่ายเพราะไม่ต้องเดินท่อน้ำยา

• ประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูงกว่าแบบอื่นๆ เนื่องไม่มีการเดินท่อน้ำยา   ทำให้ไม่มีความร้อน

แทรกซึมตามท่อน้ำยา

ข้อเสีย:

• มีเสียงดังจากการทำงานของคอมเพรสเซอร์ และทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนของตัวเครื่องและผนัง

• ถ้าเครื่องมีขนาดขนาดใหญ่เกินไปจะมีปัญหาในการติดตั้ง    เพราะบริเวณเพราะบริเวณช่องหน้าต่าง

ไม่สามารถรับน้ำหนักมากได้
6) แบบเคลื่อนที่ (Movable type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องทำการติดตั้ง และสามารถเข็นไปใช้ได้ทุกพื้นที่

พูดง่ายๆก็คือสามารถเสียบปลั๊กใช้ได้เลย

ข้อดี:

• ขนาดกะทัดรัด

• ไม่ต้องติดตั้ง

• สามารถเข็นไปได้ใช้ได้ทุกพื้นที่ ทั้งในห้อง และกลางแจ้ง

ข้อเสีย:

• ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดใหญ่ไม่มาก

• ประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำกว่า เนื่องจากเป็นระบบเปิดเมื่อนำไปใช้กลางแจ้ง

ตรวจสอบราคาแอร์ได้ที่ www.upairhome.com

ความรู้เบื้องต้นของการปรับอากาศ

กุมภาพันธ์ 13, 2010

“การปรับอากาศคือการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศใน

บริเวณหนึ่งให้เป็นไปตามความต้องการ”

โดยทั่วไปแล้ว การปรับอากาศสามารถของแอร์แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้เป็น 2 ประเภท

1) การปรับอากาศเพื่อความเย็นสบาย เป็นการปรับอากาศที่มุ่งส่งเสริมความเย็นสบาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ

ผู้คนที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในที่บริเวณ นั้นๆ เช่น

การปรับอากาศภายในบ้าน สำนักงาน ร้านอาหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ

2) การปรับอากาศเพื่อการอุตสาหกรรม เป็นการปรับอากาศเพื่อควบคุมภาวะบรรยากาศ

ในกระบวนการผลิต การทำงานวิจัย และการเก็บรักษาผลผลิตต่างๆ เช่น การปรับอากาศในอุตสาหกรรม

คอมพิวเตอร์ โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตอาหาร ฯลฯ

ดังนั้น จึงต้องมีการเลือกระบบการปรับอากาศให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

ซึ่งในปัจจุบันระบบปรับอากาศที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีอยู่ 3 ระบบ โดยแบ่งตามลักษณะการส่งความเย็น

1) ระบบอากาศทั้งหมด (All-air system) คือระบบที่ส่งเฉพาะอากาศที่ถูกทำความเย็นแล้วไปยัง

บริเวณที่ต้องการปรับ อากาศ ระบบนี้เหมาะสำหรับระบบเล็กๆ เช่นบ้านพักอาศัย หรือสำนักงานขนาดเล็ก

2) ระบบน้ำทั้งหมด (All-water system) คือ ระบบที่ส่งเฉพาะน้ำที่ถูกทำความเย็นจากส่วนกลาง

ไปยังบริเวณที่ต้องการปรับ อากาศแต่ละแห่ง แอร์ระบบนี้เหมาะกับการใช้งานในเชิงพาณิชย์เกือบทุก

ประเภท

เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่า และใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่าระบบอากาศล้วน

3) ระบบน้ำและอากาศ (Water-air system) คือ ระบบที่ส่งทั้งน้ำเย็นและอากาศจากส่วนกลางไปยังพื้น

ที่ปลายทางแต่ละห้อง โดยการนำเอาข้อดีของระบบน้ำที่สามารถนำพาความเย็นส่วนใหญ่ไปได้ดีกว่า

และข้อดีของอากาศที่สามารถส่งด้วยความเร็วสูงกว่า จึงทำให้ใช้เนื้อที่ปล่องและเพดานไม่มากนัก แต่ต้นทุนในการของระบบนี้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบ

กับระบบอื่นๆ
ขอบคุณบทความดีๆจาก Air-thai.com นะครับ

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อแอร์

กุมภาพันธ์ 11, 2010

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อแอร์ควรซื้อกี่
BTU แบบตั้ง/แขวนหรือแบบติดผนึง

หรือควรเลือกแบบไหน หรือที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

ในฤดูร้อนบวกกับภาวะโลกร้อน Grobal Worming อย่างในปัจจุปันทำให้เครื่องปรับอากาศและคอมเพสเซอร์

ต้องทำงานหนัก ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย การดูแลแอร์บ้านที่เราใช้กันให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี

จึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การล้างเครื่องให้ทำงานดีขึ้น หากใครที่ต้องการซื้อแอร์ในช่วงนี้ ก็ต้องทำการบ้านกัน

นิดนึงนะครับ เพราะจากการสำรวจพบว่า พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อมักเน้นเลือกเครื่องปรับอากาศ

ที่มีเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือดูที่การประหยัดไฟ ราคาแอร์ บริการหลังการขาย

และรูปลักษณ์ของสินค้า

เราควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่คุ้มค่าเงินเทียบกับเทคโนโลยีที่ได้กลับมา

และยังควรคำนึงถึงการประหยัดไฟฟ้าในระยะยาวด้วย

เลือกแอร์ให้ “เย็นทั้งกายเย็นใจ”
1.เลือกให้เหมาะกับขนาดห้อง

ขนาดการทำงานของแอร์ เรียกว่า “บีทียู” การเลือกขนาดบีทียูให้เหมาะกับขนาดห้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

เพราะถ้าสูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดน้อยลง

และความชื้นในห้องสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังราคาแพงและเปลืองไฟ แต่หากเลือกบีทียูต่ำไป คอมเพรสเซอร์

ก็จะทำงานตลอดเวลา เนื่องจากความเย็นในห้องยังไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน

และเครื่องเสียเร็วอีกเช่นกัน
2.เลือกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

การเลือกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คือ การเลือกแอร์ที่ไม่กินไฟมาก แต่ให้ความเย็นได้เท่ากัน

ทั้งนี้ หากเครื่องปรับอากาศที่คุณชอบมีบีทียูเท่ากัน และเป็นเบอร์ 5 เหมือนกัน ขอแนะนำให้เลือกเครื่อง

ที่มีค่า “EER” มากกว่า เพราะกินไฟน้อยกว่า ค่าEERหรือ Energy Efficiency Ratio เป็นค่าที่บอกประสิทธิภาพ

ด้านพลังงาน ซึ่งสามารถดูได้จากเอกสารแนะนำสินค้านั้นๆ
3.ดูอายุการใช้งาน การติดตั้งและบริการหลังการขาย

การเลือกบริษัทที่น่าเชือถือ มีการทำตลาดมานาน มีบริการติดตั้งโดยผู้ชำนาญการ และบริการ

หลังการขายที่ดี ราคาแอร์บ้านตลอดจนการรับประกันต่างๆ ถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาเช่นกัน
4.ดูคุณสมบัติพิเศษและDesign ว่า คุ้มค่ากับราคาแอร์หรือไม่

เครื่องปรับอากาศในปัจจุบันยังแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีความเย็น ความเงียบ จนถึงเรื่องของสุขภาพ

ที่มีการใส่เครื่องฟอกอากาศ ซึ่งก็มีอยู่หลายแบบ ทั้งซิลเวอร์นาโน นาโนไทเทเนียม แผ่นกรอง

เฮปป้าฟิลเตอร์ พลาสม่าคลัสเตอร์ เป็นต้น ซึ่งเรามีข้อมูลมาฝาก…..

ระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศมีหลายระบบ ดังนี้

1) การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศดักจับฝุ่นละออง หรืออนุภาคขนาดใหญ่

โดยสิ่งสกปรกจะติดค้างอยู่ที่ไส้กรอง ต้องทำการเปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน ตัวอย่างของระบบนี้

ได้แก่ HEPA ซึ่งเป็นการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพกำจัดอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.05 ไมครอน

ในกรณีที่ต้องการกำจัดกลิ่นในอากาศ จะนิยมใช้ “แผ่นคาร์บอน” เพื่อดูดซับกลิ่น

2) การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) เป็นการใช้ตะแกรงไฟฟ้าดักจับฝุ่น โดยการเพิ่มประจุไฟฟ้าให้แก่อนุภาคฝุ่นและใช้แผ่นโลหะอีกชุดหนึ่งซึ่งเรียง ขนานกันดูดอนุภาคฝุ่นเอาไว้

โดยหลังจากการใช้งานไประยะหนึ่ง จะต้องมีการทำความสะอาดแผ่นโลหะ

ส่วนยี้ห้อที่แนะนำคือ Saijo Denki ครับ ของเค้าดีจริงๆ

3) การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) เป็นการใช้เครื่องผลิตประจุไฟฟ้าและปล่อยประจุไฟฟ้า

ออกมาพร้อมกับลมเย็น เพื่อดูดจับอนุภาคฝุ่นละอองและกลิ่น โดยประจุไฟฟ้าลบที่ถูกปล่อยออกมาจะดูดฝุ่น

และกลิ่น ที่มีโครงสร้างเป็นประจุบวก จนกระทั้งรวมตัวกันใหญ่ขึ้นและตกลงสู่พื้นห้อง ข้อดีของระบบนี้คือ

ไม่จำเป็นต้องถอดออกมาทำความสะอาด

ทั้ง นี้ เครื่องปรับอากาศที่ระบุว่า “มีระบบฟอกอากาศ” นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง

การป้องกันเชื้อโรค ไม่ให้เข้าไปแพร่เชื้อภายในเครื่องขณะที่ไม่ทำงานเท่านั้น


5.เลือกประเภทให้เหมาะสม

เครื่องปรับอากาศมีอยู่ 2 แบบที่เป็นที่นิยม คือ

1) แบบติดผนัง เป็นแอร์ขนาดเล็กกระทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอน

หรือห้องรับแขกขนาดเล็ก มีข้อดีคือ รูปแบบทันสมัย ที่ให้เลือกหลากหลาย ทำงานเงียบและติดตั้งง่าย

ส่วนข้อเสียคือ ไม่เหมาะกับงานหนัก

2) แบบตั้ง/แขวน เป็นแอร์บ้านที่เหมาะกับห้องทุกขนาด ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ข้อดีคือ สามารถเลือกติดตั้ง

ได้ทั้งแบบตั้งพื้นหรือแขวนเพดาน ใช้งานได้หลากหลาย และมีการระบายลมที่ดี ส่วนข้อเสียคือ

ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก

พอจะเป็นแนวทางให้ท่านตัดสินใจกันได้บ้างหรือยังครับ ในหน้าร้อนที่ประเทศไทยมี 3 ฤดูคือ

ฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และฤดูร้อนอิ๊บอ๋าย หวังว่าคง

ได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับการเลือกแอร์ให้เหมาะสมกับราคาแอร์นะครับ สวัสดีครับ


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.